บรรจง บินกาซัน
ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้กล่าวว่าการจ่ายซะกาตเป็นศาสนบัญญัติที่ได้ถูกกำหนดมาตั้งแต่สมัยนบีอิสมาอีลและบนีอิสรออีลซึ่งเป็นลูกหลานของนบีอิบรอฮีมโดยมีหลักฐานจากคัมภีร์กุรอานยืนยัน
แต่หลังจากนั้น ลูกหลานของอิสมาอีลผู้เป็นบรรพบุรุษของชาวอาหรับได้หลงลืมศาสนบัญญัติข้อนี้ในขณะที่พวกบนีอิสรออีลยังคงปฏิบัติอยู่ แต่เรียกซะกาตในภาษาของตัวเองที่มีความหมายในภาษาไทยว่า “ทศางค์” (ซึ่งหมายถึงหนึ่งในสิบ) และเนื่องจากคัมภีร์ที่พระเจ้าประทานแก่พวกลูกหลานอิสราเอลถูกแทรกแซงโดยน้ำมือมนุษย์ ทำให้คนชั้นสูงในสังคมได้รับประโยชน์จากทศางค์มากกว่าคนชั้นล่าง
นบีมุฮัมมัดเกิดในสังคมอาหรับที่ผู้คนหลงลืมการปฏิบัติศาสนกิจในเรื่องซะกาตที่พระเจ้ากำหนดไว้เพื่อเป็นสถาบันช่วยเหลือผู้ยากไร้ อย่างไรก็ตาม นิสัยความโอบอ้อมอารีที่ชาวอาหรับมีอยู่ก็พอที่จะทำให้ชาวอาหรับรู้จักแบ่งปันแก่คนยากจน แต่การแบ่งปันนั้นทำไปเพื่อทำให้คนได้เห็นว่าตนเองเป็นผู้มั่งคั่งที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี
เมื่อนบีมุฮัมมัดและมุสลิมต้องอพยพไปยังเมืองมะดีนะฮฺเพราะทนการต่อต้านและการกดขี่ข่มเหงไม่ไหว ท่านต้องไปทำหน้าที่ผู้นำที่ชาวเมืองมะดีนะฮฺมอบความไว้วางใจให้ท่านโดยไม่มีคณะรัฐมนตรีคอยช่วยเหลือท่าน
ในตอนนั้น มุสลิมผู้อพยพจากมักก๊ะฮฺ(ชาวมุฮาญิรีน)อยู่ในสภาพอัตคัดขัดสนและชาวเมืองมะดีนะฮฺที่หันมารับอิสลามก็มิใช่ผู้ร่ำรวยทุกคน แม้ท่านนบีมุฮัมมัดจะให้ชาวเมืองมะดีนะฮฺดั้งเดิมรับมุสลิมที่อพยพไปดูแล แต่ก็ไม่สามารถทำได้ทุกคน
ในปีที่สองของการอพยพ บทบัญญัติให้มุสลิมถือศีลอดในดือนเราะมะฎอนได้ถูกประทานมา แต่ก่อนถึงเดือนเราะมะฎอน ท่านนบีมุฮัมมัดได้สั่งมุสลิมว่าก่อนสิ้นสุดเดือนเราะมะฎอน แต่ละคนที่มีอาหารเหลือพอกินในวันรุ่งขึ้นต้องไปสำรวจบุคคลหรือครอบครัวที่ยากจน หากพบก็ให้นำข้าวจำนวนหนึ่งเศาะอ์ไปให้เป็นซะกาตฟิฏร์เพื่อให้อัลลอฮฺรับการถือศีลอดและชดใช้ความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการถือศีลอดของแต่ละคน
การบังคับจ่ายซะกาตฟิฏร์นี้เองที่ทำให้มุสลิมที่อยู่ในสภาพยากจนพบว่าการให้ไม่ได้ทำให้อาหารที่ตัวเองเหลือน้อยลง เพราะเมื่อตัวเองมีเหลือน้อยลงจากการจ่ายให้คนอื่น แต่คนอื่นที่มีมากกว่าก็นำมาให้ทดแทนและได้มากกว่าเดิม ความเชื่อมั่นในการบริจาค (เศาะดะเก๊าะฮฺ) จึงมีมากขึ้น และเมื่อมีการทำเศาะดะเก๊าะฮฺอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจก็เริ่มหมุนเวียนเร็วขึ้นและมีความเจริญมั่งคั่งตามมา
เมื่อมีสงครามบะดัรฺเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีที่สองของการอพยพ สงครามจบลงด้วยมุสลิมเป็นฝ่ายชนะและศัตรูได้ทิ้งอาวุธ เสบียงและทรัพย์สินไว้ในสนามรบ อัลลอฮฺได้สั่งนบีมุฮัมมัดให้จัดการทรัพย์สินที่ยึดมาได้จากสนามรบโดยให้แบ่งทรัพย์เชลยทั้งหมดเป็น 5 ส่วน หนึ่งส่วนเป็นของนบีเพื่อดูแลครอบครัวของท่าน คนยากจน แม่ม่ายและเด็กกำพร้า อีกสี่ส่วนให้แบ่งกันในหมู่ผู้มีส่วนร่วมในการรบ
เมื่ออายะฮฺที่กล่าวว่า “บรรดาผู้ที่ในทรัพย์สินของเขามีส่วนหนึ่งที่กำหนดไว้สำหรับบรรดาผู้เอ่ยขอและผู้ขัดสน (กุรอาน 70:24-25) จึงมีการจัดตั้งบัยตุลมาล(คลังสมบัติสาธารณะ)ขึ้นมาเพื่อรวบรวมทรัพย์สินและปัจจัยยังชีพไว้สำหรับผู้ยากจนและขัดสน
เนื่องจากทรัพย์สินที่ได้มาจากการทำสงครามมีความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลจำเป็นต้องมีรายได้ในยามสงบ ดังนั้น ท่านนบีจึงได้กำหนดเกณฑ์คิดซะกาตจากทองคำ เงิน ผลผลิตทางการเกษตร ปศุสัตว์และทรัพย์ที่ถูกฝังอยู่เพื่อนำมาเป็นรายได้ในการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเรื่องผู้มีสิทธิ์ได้รับซะกาตนั้น อัลลอฮฺได้กำหนดไว้ในคัมภีร์กุรอานว่า “ทาน(เศาะดะเก๊าะฮฺ)นั้นเพื่อ 1) คนยากจน 2) คนขัดสน 3) คนที่ถูกใช้ให้เก็บรวบรวมมัน 4) คนที่หัวใจองพวกเขาถูกโน้มเอียงมาสู่อิสลาม 5) เพื่อการไถ่ทาส 6) เพื่อช่วยเหลือผู้มีหนี้สิน 7) เพื่อแนวทางของพระเจ้า และ 8)เพื่อดูแลคนเดินทาง
การจ่ายซะกาตจึงไม่เป็นเพียงการปฏิบัติศาสนกิจเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งรายได้อย่างหนึ่งที่รัฐบาลอิสลามนำมาใช้ในการช่วยเหลือและพัฒนาสังคมตามวัตถุประสงค์ของอัลลอฮฺ
ที่มา : facebook ของอาจารย์บรรจง บินกาซัน มูลนิธิสันติชน
https://www.facebook.com/Banjong.Binkason
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
[ Translate by Google Translate ]
The Revival of Zakat by Prophet Muhammad
Source: facebook of Mr.Banjong Binkason Santichon Islamic Foundation
https://www.facebook.com/Banjong.Binkason

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น