บรรจง บินกาซัน
หากศึกษาประวัติศาสตร์ของบรรดานบีที่อัลลอฮฺแต่งตั้งให้มาทำหน้าที่นำแนวทางการดำเนินชีวิตมาสอนมนุษย์ เราจะพบว่าหลักปฏิบัติศาสนกิจที่คนมุสลิมถูกกำหนดให้ปฏิบัตินั้นเริ่มมีขึ้นตั้งแต่สมัยนบีอิบรอฮีมและลูกหลานของท่านทั้งสิ้น
หลังจากสร้างก๊ะอฺบ๊ะฮฺตามคำบัญชาของอัลลอฮฺแล้ว พระองค์ได้สอนวิธีการนมาซและการทำฮัจญ์ให้แก่นบีอิบรอฮีม ไม่เพียงเท่านั้น อัลลอฮฺยังสั่งนบีอิบรอฮีมให้เชิญชวนผู้คนมาแสดงความเคารพสักการะพระองค์ที่ก๊ะอฺบ๊ะฮฺด้วย
หลังจากนบีอิบรอฮีมจากโลกนี้ไป อิสมาอีลบุตรคนแรกจากฮาญัรฺภรรยาคนที่สองของนบีอิบรอฮีมไม่เพียงแต่สั่งผู้คนของเขา(ชาวอาหรับ)ให้นมาซเท่านั้น แต่ยังสั่งผู้คนของเขาให้จ่ายซะกาตด้วย
“และได้มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ถึงเรื่องราวของอิสมาอีล เขาเป็นผู้ซื่อตรงต่อสัญญา เป็นรอซูล เป็นนบีคนหนึ่ง เขาสั่งคนของเขาให้ดำรงนมาซและจ่ายซะกาต” (กุรอาน 19:54-55)
อายะฮฺดังกล่าวทำให้เรารู้ว่าการจ่ายซะกาตเริ่มมีขึ้นในสมัยของนบีอิสมาอีล แต่เมื่อนบีอิสมาอีลจากไป ชาวอาหรับที่เป็นลูกหลานของเขากลับหลงลืมและทอดทิ้งการนมาซและการจ่ายซะกาตที่อัลลอฮฺกำหนดไว้จนหมดสิ้น
นบีอิบรอฮีมมีบุตรคนที่สองชื่ออิสฮากกับนางซาเราะฮฺภรรยาคนแรก และอิสฮากได้ให้กำเนิดยะกู๊บเป็นหลานแก่นบีอิบรอฮีม ยะกู๊บมีสถานะเป็นนบีคนหนึ่งในอิสลามและได้ฉายาว่า “อิสรออีล” ลูกหลานของนบียะกู๊บจึงถูกเรียกขานในคัมภีร์กุรอานว่า “บนีอิสรออีล”
และในคัมภีร์กุรอานอีกเช่นกันที่เราอ่านพบว่าอัลลอฮฺได้พูดกับพวกบนีอิสรออีลว่า “ฉันจะอยู่กับสูเจ้า ถ้าสูเจ้าดำรงนมาซและจ่ายซะกาตและศรัทธาในรอซูลของฉัน” (กุรอาน 5:12)
ในหมู่ชาวบนีอิสรออีลมีบางคนได้รับเกียรติจากอัลลอฮฺให้เป็นนบีและได้รับคัมภีร์จากพระองค์ เช่น โมเสสได้รับคัมภีร์เตารอต เดวิดได้รับคัมภีร์ษะบูรฺ และนบีอีซาได้รับคัมภีร์อินญีล ด้วยเหตุนี้ บางครั้ง คัมภีร์กุรอานจึงเรียกพวกบนีอิสรออีลว่า “ชาวคัมภีร์” (อะฮฺลุลกิตาบ)
นบีทุกคนล้วนยืนยันเรื่องความศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว การนมาซและการจ่ายซะกาต แต่พวกบนีอิสรออีลได้ทอดทิ้งธรรมบัญญัติชองพระเจ้า นบีอีซา(เยซัส)จึงถูกส่งมาเพื่อยืนยันธรรมบัญญัติเดิม
หลังสมัยของนบีอีซา 570 ปี อัลลอฮฺได้ประทานคัมภีร์กุรอานเป็นคัมภีร์สุดท้ายแก่นบีมุฮัมมัด และในคัมภีร์กุรอาน เราอ่านพบข้อความว่านบีอีซาได้กล่าวว่า “และพระองค์ได้ทรงสั่งฉันในเรื่องของนมาซและซะกาตตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่” (กุรอาน 19:31)
นั่นแสดงว่าการนมาซและการจ่ายซะกาตเป็นคำบัญชาจากพระเจ้า แต่เนื่องจากคัมภีร์ก่อนหน้าอิสลามมิได้ใช้ภาษาอาหรับ ซะกาตจึงถูกเรียกในภาษาที่แปลเป็นไทยว่า “ทศางค์” (Tithe)ซึ่งหมายถึงหนึ่งในสิบและเราพบหลักปฏิบัติหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับทศางค์ในคัมภีร์ไบเบิลดังนี้
“ทศางค์(หนึ่งในสิบ)ทั้งสิ้นที่ได้จากแผ่นดิน เป็นพืชที่ได้จากแผ่นดินก็ดี หรือผลจากต้นไม้ก็ดีเป็นของพระเจ้า” (เลวีนิติ 27:30)
“ผลได้เป็นปีๆจากพืชพันธุ์ในนาของท่านนั้น ท่านจงถวายทศางค์” (เฉลยธรรมบัญญัติ 14:22)
“เราให้ทศางค์ในอิสราเอลแก่คนเลวีเป็นมรดก เป็นค่าตอบแทนงานที่เขาปฏิบัติ คืองานปฏิบัติที่เต๊นท์นัดพบ” (กันดารวิถี 18:21)
ส่วนวิธีการจ่าย “ทศางค์” (หรือซะกาตของพวกลูกหลานอิสรออีล) เป็นดังนี้
- จ่าย 1/10 ของผลิตผลเกษตรและปศุสัตว์ (เลวิติโก 27:30-32)
- อายุยี่สิบขึ้นไปไม่ว่ารวยหรือจนต้องจ่ายครึ่งเชเคลทุกสามปี (อพยพ 30:13-15)
- ผู้จัดเก็บคือกองคลังของวิหารแห่งเยรูซาเล็ม
- ครึ่งหนึ่งของทศางค์ที่เก็บได้จะถูกจัดสรรให้เจ้าหน้าที่ทางศาสนา
- 1/10 จากที่เหลือถูกนำไปให้พวกเลวี (ลูกหลานของนบีฮารูน)
- 1/10 สำหรับดูแลคนที่ไปแสวงบุญที่เยรูซาเล็ม
- ส่วนที่เหลือนำไปใช้ดูแลแม่ม่าย เด็กกำพร้า คนยากจน
เนื่องจากคัมภีร์ก่อนหน้าอิสลามถูกแทรกแซงหรือมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยน้ำมือมนุษย์ ในที่สุด อัลลอฮฺจึงได้ส่งนบีมุฮัมมัดมาปฏิรูปเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ในการพัฒนาสังคมตราบจนถึงวันสิ้นโลก
ที่มา : facebook ของอาจารย์บรรจง บินกาซัน มูลนิธิสันติชน
https://www.facebook.com/Banjong.Binkason
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
[ Translate by Google Translate ]
Zakat existed before the time of Prophet Muhammad.
Source: facebook of Mr.Banjong Binkason Santichon Islamic Foundation
https://www.facebook.com/Banjong.Binkason

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น