บรรจง บินกาซัน
เนื่องจากวจนะของพระเจ้าที่ถูกส่งมายังมนุษย์ชาติเพื่อเป็นกฎหมายในการดำเนินชีวิตได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขจนเสียหายเรื่อยมาหลังสมัยโมเสส เยซัสจึงถูกส่งมาเพื่อยืนยันธรรมบัญญัติเดิมของพระเจ้า แต่หลังจากสมัยของเยซัส วจนะของพระเจ้าก็ได้รับความเสียหายจากการแทรกแซงโดยน้ำมือมนุษย์อีก
หลังสมัยของเยซัส 570 ปี พระเจ้าจึงได้ประทานคัมภีร์มายังมนุษยชาติอีกครั้งหนึ่งผ่านทางนบีมุฮัมมัดผู้เป็นลูกหลานของอับราฮัมจากนางฮาการ์ คัมภีร์นี้คือคัมภีร์กุรอานและเป็นคัมภีร์สุดท้ายที่พระเจ้าประทานแก่มนุษยชาติเพื่อเป็นกฎหมายในการดำเนินชีวิตตราบจนถึงวันสิ้นโลก
คัมภีร์กุรอานถูกประทานมาเป็นภาษาอาหรับ แต่ถึงกระนั้น พระเจ้าประสงค์ให้คัมภีร์กุรอานเป็นคัมภีร์สำหรับมนุษย์ทั้งหมด ผิดกับคัมภีร์ก่อนหน้านี้ที่ถูกประทานมาเฉพาะลูกหลานอิสราเอลที่ดื้อรั้น นอกจากนี้แล้ว คัมภีร์กุรอานยังถูกรักษาไว้ในภาษาอาหรับดั้งเดิมจนถึงทุกวันนี้ในขณะที่คัมภีร์ก่อนๆไม่ได้อยู่ในภาษาฮิบรูดั้งเดิม แต่ถูกแปลเป็นภาษากรีก ภาษาละตินและภาษาอื่นๆในเวลาต่อมา
คัมภีร์กุรอานถูกประทานแก่นบีมุฮัมมัดผู้ไม่รู้หนังสือท่ามกลางชาวอาหรับที่ถูกชาวยิวดูถูกว่าไร้การศึกษาและป่าเถื่อน เป็นชนชาติที่ไม่เคยได้รับคัมภีร์และไม่มีศาสนทูตมาก่อนซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
นบีมุฮัมมัดเกิดใน ค.ศ.570 และเริ่มปฏิบัติภารกิจศาสนทูตของพระเจ้าใน ค.ศ.610 เมื่อได้รับวจนะแรกจากพระเจ้า ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ยุโรปตะวันตกได้เริ่มต้นเข้าสู่ยุคมืดทางสติปัญญาแล้วซึ่งเห็นได้จากความตกต่ำทางด้านวรรณกรรมและวัฒนธรรม ความเชื่อในโชคลางไสยศาสตร์และความขัดแย้งทางการเมืองหลังจากการล่มสลายของอาณาจักรโรมันอันเนื่องมาจากการทำสงครามบ่อยครั้งและความยากจนของพลเมือง นักวิชาการกล่าวว่ายุคมืดของยุโรปเริ่มต้นใน ค.ศ.500 และลากยาวไปถึง ค.ศ.1000
พระเจ้าได้ประทานคัมภีร์กุรอานแก่นบีมุฮัมมัดต่อเนื่องในสถานการณ์ต่างๆตั้งแต่ ค.ศ.610 – 632 ในช่วงเวลา 23 ปีนี้เองที่คัมภีร์กุรอานได้ทำหน้าที่เป็นแผนที่บอกทาง (road map) แก่ท่านในการสร้างประชาชาติมุสลิมด้วยการรวมชนเผ่าอาหรับที่เคยแตกแยกกันให้อยู่ภายใต้รัฐบาลกลางที่มีคัมภีร์กุรอานเป็นธรรมนูญและมีนบีมุฮัมมัดเป็นผู้นำสูงสุด
ในสมัยของนบีมุฮัมมัด ชาวอาหรับที่เลิกกราบไหว้บูชารูปปั้นและหันมาศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวมีความพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของนบีมุฮัมมัดถึงขั้นยอมพลีชีพ แต่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่ชาวอาหรับซึ่งก่อนหน้านี้ตกอยู่ในสภาพยุคมืดเป็นเวลานานนับพันปีกลับได้รับแสงสว่างแห่งสัจธรรมและสติปัญญา
หลังสมัยนบีมุฮัมมัดไม่ถึงร้อยปี แม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองภายในบ้าง แต่แสงทองแห่งอิสลามได้แผ่ขยายกว้างไกลออกไปนอกคาบสมุทรอาหรับ ศูนย์กลางการปกครองอาณาจักรอิสลามและความเจริญได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองดามัสกัสในซีเรียปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 100 ปี (ค.ศ.661 – 750) หลังจากนั้นได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองแบกแดดในประเทศอิรักปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 500 ปี (ค.ศ.750 – 1258)
เมื่อรัฐบาลที่ดามัสกัสถูกโค่นอำนาจ เจ้าชายคนหนึ่งได้หลบหนีไปทางอาฟริกาเหนือและนำกำลังนักรบชนเผ่าเบอร์เบอร์ข้ามช่องแคบญิบรอลตาไปสร้างอาณาจักรมุสลิมที่เรียกว่า “อันดะลุส” ในสเปนและโปรตุเกสโดยมีเมืองหลวงชื่อคอร์โดบา
อาณาจักรอันดะลุส(หรืออันดะลูเซีย)ถูกสร้างขึ้นเพื่อแข่งขันกับแบกแดดในทุกด้านโดยเฉพาะความเจริญทางด้านวิชาการและวัฒนธรรม มัสยิดคอร์โดบานอกจากจะเป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจแล้ว ยังเป็นเหมือนมหาวิทยาลัยที่รวมนักวิชาการจากทุกชนชาติมาร่วมกันพัฒนางานด้านวิชาการสาขาต่างๆ
ในเวลานั้น ชาวยุโรปที่ต้องการศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ด้านความเจริญทางวัฒนธรมจะพากันมายังเมืองคอร์โดบาและต้องเรียนภาษาอาหรับก่อน เพราะตำราวิชาการที่สำคัญส่วนใหญ่ถูกเขียนเป็นภาษาอาหรับ และจากตำราภาษาอาหรับในห้องสมุดที่คอร์โดบานี้เอง ที่ชาวตะวันตกได้คัดลอกไปแปลเป็นภาษาละตินและต่อยอดจนทำให้เกิดยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการขึ้นในยุโรปในเวลาต่อมา
ที่มา : facebook ของอาจารย์บรรจง บินกาซัน มูลนิธิสันติชน
https://www.facebook.com/Banjong.Binkason
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
[ Translate by Google Translate ]
The Dark Ages of Europe, the Enlightenment of Islam
Source: facebook of Mr.Banjong Binkason Santichon Islamic Foundation
https://www.facebook.com/Banjong.Binkason

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น