บรรจง บินกาซัน
พระเจ้าประทานกฎหมายโตราห์ให้โมเสสมาใช้ปกครองพวกลูกหลานอิสราเอล แต่โมเสสไม่มีโอกาสทำให้ความประสงค์ของพระเจ้าสมบูรณ์ มิหนำซ้ำ เมื่อกฎหมายโตราห์ได้ถูกทำลายหรือสูญหายหลังโมเสสจากไป พวกลูกหลานอิสราเอลได้เขียนคัมภีร์ขึ้นมาใช้เอง ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงประทานกฎหมายอีกฉบับหนึ่งให้แก่กษัตริย์ดาวิดเพื่อใช้ปกครองอาณาจักรอิสราเอล
หลังอาณาจักรอิสราเอลล่มสลาย พระเจ้าได้ให้เยซัส(หรือพระเยซู)มายืนยันธรรมบัญญัติหรือกฎหมายเดิมที่พระองค์ประทานแก่โมเสสและดาวิด แต่เยซัสมีอายุบนโลกใบนี้เพียง 33 ปีและมิได้เป็นผู้ปกครองที่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ สาวกใกล้ชิดของท่านจึงได้แต่ทำหน้าที่สืบสานภารกิจเผยแผ่คำสอนและธรรมบัญญัติของพระเจ้าต่อจากท่าน
แม้สาวกของเยซัสสามารถเผยแผ่คำสอนของท่านได้อย่างกว้างขวางในอาณาจักรโรมัน แต่คำสอนอันบริสุทธิ์ของเยซัสก็ต้องสูญเสียหลักธรรมสำคัญที่เยซัสมายืนยัน นั่นคือความศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวต้องประนีประนอมกับความเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ของชาวโรมันจนกลายเป็นความเชื่อใน “ตรีเอกานุภาพ” ขึ้นมาและเป็นความเชื่อหลักของคริสตจักรคาทอลิกที่มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงโรม
ในเวลานั้น อาณาจักรโรมันเรืองอำนาจ คัมภีร์ไบเบิลได้ถูกนำไปเป็นกฎหมาย เมืองต่างๆมีบิชอปทำหน้าที่ปกครอง แต่บิชอปแห่งกรุงโรมมีอำนาจสูงสุดและได้รับตำแหน่งโป๊ป(พระสันตะปาปา)ทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวแทนของพระเจ้าในการปกครอง โป๊ปในยุคต้นมีอำนาจมากจนสามารถแต่งตั้งใครในยุโรปให้เป็นกษัตริย์ก็ได้
เมื่ออาณาจักรโรมันแผ่ขยายมาทางตะวันออกซึ่งผู้คนพูดภาษากรีกและมีวัฒนธรรมไบแซนติน คริสตจักรกรีกออร์โธดอกซ์ได้เกิดขึ้น ถึงแม้จะมีความเชื่อในตรีเอกานุภาพและในพิธีกรรมจะมีสัญลักษณ์ทางวัตถุ เช่น ไม้กางเขน รูปเคารพเหมือนคริสตจักรโรมันคาทอลิก แต่คริสตจักรกรีกออร์โธดอกซ์ไม่มีโป๊ปเป็นจุดศูนย์กลางแห่งอำนาจในการปกครอง
คริสตจักรโรมันคาทอลิกเรืองอำนาจอยู่เป็นเวลานานภายใต้การปกครองของโป๊ปและบาทหลวงที่ทำหน้าที่เหมือนผู้รักษากฎหมายไบเบิลที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม เมื่อโลกหมุนไป มีการค้นพบใหม่ๆเกิดขึ้นซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อเดิมๆของบาทหลวงที่มีอำนาจทางการเมืองและสังคม เช่น เดิมทีบาทหลวงเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่าดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ
ด้วยเหตุนี้ บาทหลวงผู้มีอำนาจในคริสตจักรโรมันคาทอลิกจึงมองนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นผู้ท้าทายและใช้อำนาจหน้าที่พิพากษาว่าคนที่มีความเชื่อขัดแย้งกับตนเป็นพวกนอกรีตหรือไม่ก็บีบบังคับหรือไม่ก็ลงโทษนักวิทยาศาสตร์ที่มีความขัดแย้งกับความเชื่อของคริสตจักรอย่างทารุณ
การกำจัดผู้มีความเห็นต่างจากคริสตจักรอย่างรุนแรงต่อเนื่องประกอบกับการทุจริตในคริสตจักร เช่น การซื้อขายตำแหน่งทางการปกครอง การขายใบไถ่บาปเพื่อหารายได้ให้คริสตจักร ทำให้คนหัวก้าวหน้าต่อต้านคริสตจักรคาทอลิกมากขึ้น และยิ่งมีการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ขึ้นมา การวิพากษ์วิจารณ์คริสตจักรก็ยิ่งขยายกว้างออกไป
ความขัดแย้งนี้ดำเนินไปจนใน ค.ศ.1517 มาร์ติน ลูเธอร์ ซึ่งเป็นบาทหลวงและนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้ออกประกาศคำประท้วง 52 ข้อและแยกตัวออกจากการอยู่ใต้อำนาจโป๊ป คำประกาศนี้เองที่ก่อให้เกิดคริสตจักรโปรเตสแตนท์ที่เน้นคำสอนของคัมภีร์ไบเบิลเป็นหลักและถือว่าการรอดพ้นของชีวิตในโลกหน้าขึ้นอยู่กับความศรัทธา ไม่ใช่การให้อภัยบาปจากบาทหลวง
หลังจากการแยกตัวครั้งนั้น ชาติคริสเตียนในตะวันตกที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ก็เข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการและเป็นรากฐานความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุของโลกสมัยใหม่ แต่สิ่งที่ตามมาจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ก็คือ คนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งหันมานับถือวิทยาศาสตร์เป็นศาสนาและหาทางด้อยค่าท้าทายศาสนาที่มีมาก่อนวิทยาศาสตร์
ที่มา : facebook ของอาจารย์บรรจง บินกาซัน มูลนิธิสันติชน
https://www.facebook.com/Banjong.Binkason
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
[ Translate by Google Translate ]
It's not religion that leads to decline...it's the people.
Source: facebook of Mr.Banjong Binkason Santichon Islamic Foundation
https://www.facebook.com/Banjong.Binkason

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น