บรรจง บินกาซัน
อับราฮัมผู้เป็นบรรพบุรุษทางความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวของชาวยิว ชาวคริสเตียนและมุสลิมเกิดในเมืองอูร์ในสมัยอารยธรรมเมโสโปเตเมียเมื่อประมาณสี่พันปีก่อน ด้วยความเชื่อมั่นในพระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งซึ่ง ความเชื่อของเขาขัดแย้งกับความเชื่อของผู้คนในเวลานั้นที่กราบไหว้บูชารูปเคารพสารพัด ทำให้เขาต้องออกจากหมู่บ้านพร้อมกับซาราห์ผู้เป็นภรรยาและโลทผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง
เมื่อใกล้ถึงแผ่นดินกันอาน โลทแยกทางไปยังเมืองโซดอมและมีครอบครัวที่นั่น ส่วนอับราฮัมไปตั้งถิ่นฐานที่บริเวณปัจจุบันคือบริเวณเมืองเยรูซาเล็ม ต่อมา อับราฮัมได้แต่งงานกับนางฮาการ์ผู้หญิงท้องถิ่นอียิปต์และมีลูกคนแรกกับนางชื่ออิชมาเอล คัมภีร์ไบเบิลยังระบุอีกว่าอิชมาเอลมีลูกชายคนหนึ่งชื่อเคดาร์ผู้เป็นบรรพบุรุษของชาวกุเรช
เส้นทางการอพยพของอับราฮัมในคัมภีร์ไบเบิลดูเหมือนจะจบลงที่อียิปต์ แต่คัมภีร์กุรอานได้ระบุว่าอับราฮัมได้พานางฮาการ์และทารกน้อยอิชมาเอลเดินทางจากอียิปต์มายังหุบเขาบักก๊ะฮฺที่ปราศจากต้นไม้และไร้ผู้คคนในทะเลทรายอาหรับ สักพักหนึ่ง อับราฮัมได้ทิ้งภรรยากับทารกน้อยของเขาไว้ที่นั่น
นักประวัติศาสตร์อธิบายถึงเหตุผลสำคัญที่อับราฮัมนำฮาการ์และอิชมาเอลมาไว้ที่หุบเขาบักก๊ะฮฺ(ในคัมภีร์ไบเบิลเรียกว่า “บากา”) ก็เพราะ 1) เป็นคำบัญชาของพระเจ้าผู้วางแผนอะไรบางอย่างไว้สำหรับอนาคต 2) อับราฮัมเห็นว่าสังคมในอียิปต์ไม่ต่างไปจากสังคมในบ้านเกิดเมืองนอนของเขาในอิรัก ผู้คนกราบไหว้บูชารูปปั้นและเชื่อในโชคลางไสยศาสตร์ หากอิชมาเอลลูกชายของเขาเติบโตขึ้นมาในสังคมที่มีสภาพแวดล้อมเช่นนั้น เด็กก็จะได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมกลายเป็นผู้กราบไหว้บูชารูปปั้นไปด้วย
หลายปีผ่านไป อับราฮัมกลับมาเยี่ยมครอบครัวของเขาในหุบเขาบักก๊ะฮฺอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้ อิชมาเอลเติบโตเป็นวัยรุ่นแล้วและหุบเขาบักก๊ะฮฺมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากขึ้นเพราะมีบ่อน้ำซัมซัมที่พระเจ้าให้เป็นของขวัญแก่นางฮาการ์
ในการมาครั้งนี้ อับราฮัมได้รับคำบัญชาจากพระเจ้าให้สร้างก๊ะอฺบ๊ะฮฺขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่เคารพสักการะพระองค์ อับราฮัมกับอิชมาเอลจึงช่วยกันสร้างโดยเก็บหินในบริเวณใกล้เคียงมาก่อเป็นอาคาร แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้ว อับราฮัมไม่รู้ว่าจะเคารพสักการะพระเจ้า(นมาซ)อย่างไร เขาจึงขอต่อพระเจ้าให้สอนวิธีการนมาซแก่เขา
เราไม่รู้ว่าอับราฮัมนมาซอย่างไร แต่เรารู้จากคัมภีร์ไบเบิลว่า “อับรามก็ซบหน้าลงถึงดิน” (ปฐมกาล 17.3) หรือก้มกราบนั่นเอง คัมภีร์ไบเบิลยังบอกให้เรารู้อีกว่าลูกหลานของอับราฮัมต่อๆมา เช่น โมเสส อาโรน โยชัวและเยซัส ก็ก้มกราบสักการะพระเจ้า
เราทราบจากคัมภีร์กุรอานว่าอิชมาเอลลูกชายของอับราฮัมและเป็นนบีคนหนึ่งได้สั่งผู้คนของเขาให้ดำรงการนมาซ (กุรอาน 19 : 54-55) และในคัมภีร์กุรอานอีกเช่นกันที่บอกเราว่าอีซาหรือเยซัสได้กล่าวว่า “และพระเจ้าได้ทรงสั่งฉันในเรื่องของนมาซและซะกาตตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่” (กุรอาน 19:31)
ในขณะที่เยซัสมีชีวิตอยู่ ผู้คนได้หลงลืมหรือละทิ้งการนมาซไปแล้ว และในคัมภีร์ไบเบิลก็ไม่ได้บอกถึงวิธีการไว้ มีแต่เพียงเบาะแสบางอย่างจากการปฏิบัติของเยซัสว่าท่านล้างเท้าก่อนเข้าไปในโบสถ์เพื่อนมัสการพระเจ้า ท่านก้มกราบและท่านยกมือขึ้น แต่ไม่มีรายละเอียดว่าท่านกล่าวอะไรระหว่างก้มกราบและยกมือ
ส่วนชาวอาหรับที่สืบเชื้อสายจากอิชมาเอลนั้นไม่เพียงแต่ลืมการแสดงความเคารพสักการะพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของก๊ะอฺบ๊ะฮตามแบบอับราฮัมผู้เป็นบรรพบุรุษของตนเท่านั้น แต่พวกเขายังนำเอารูปเคารพนับร้อยมาตั้งเรียงรายรอบก๊ะอฺบ๊ะฮฺเพื่อกราบไหว้บูชาแทนอัลลอฮฺด้วย
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมอัลลอฮฺจึงได้ส่งนบีมุฮัมมัดมาแสดงแบบอย่างและอธิบายถึงวิธีการนมาซให้ผู้ศรัทธาในอัลลอฮฺปฏิบัติเพื่อแสดงความเคารพสักการะและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระองค์ไว้ และมุสลิมจะปฏิบัตินมาซตามแบบอย่างของนบีมุฮัมมัดจนถึงวันสิ้นโลก
ที่มา : facebook ของอาจารย์บรรจง บินกาซัน มูลนิธิสันติชน
https://www.facebook.com/Banjong.Binkason
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
[ Translate by Google Translate ]
Prophet Muhammad, who revived the prayers of the prophets before him.
Source: facebook of Mr.Banjong Binkason Santichon Islamic Foundation
https://www.facebook.com/Banjong.Binkason

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น